ในตอนเด็กๆ เรามักมองโลกใบนี้สวยงาม สดใส
แม้จะรู้มาบ้าง ว่าโลกนี้มันโหดร้าย แต่เราก็ไม่ได้ เข้าใจมันอย่างแท้ จริง
เพราะเรามี ครอบครัวและคนที่รัก คอยปกป้อง และความคิดของเราก็ยังคงใสสะอาด
แต่เมื่อเราโตขึ้น สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา ก็เพิ่มขึ้น เรื่องร้ายๆ ที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้น
บางทีเป็นเรื่องที่เราเห็นในหนัง แล้วหัวเราะ ว่าตลก จริงๆจะเกิดได้ยังไง แต่มันก็มีในเรื่องจริง
เคยสังเกตุรึเปล่า ว่าตอนเด็ก เราไม่ค่อยจะร้องไห้กัน ตัวฉันเอง ก็ร้องไห้ บางเรื่องที่เสียใจจริงๆ
แต่รู้สึกว่ายิ่งโตขึ้น บ่อน้ำตามันก็ยิ่งตื้นขึ้น
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ความเป็นจริง ในความรู้สึกคือ ความรู้สึกที่อยากจะเรียกวันวานกลับมา
เพราะแบบนั้นละมั้ง ทำให้ร้องให้เพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่ตั้งใจกับตัวเองไว้แล้วว่าจะเข้มแข็ง
จะไม่ร้องให้เหมือน นางเอกหนักไทย
แต่เอาเข้าจริงๆ บ่อน้ำตาตื้นมากกกกก
ทั้งๆ ที่ตอนอายุน้อยๆ แทบจะไม่เคยร้องไห้เลย
ความทุกข์ ความเสียใจ ความผิดหวัง วันนึงมันก็จะต้องผ่านไป วันนึงมันจะหายไปจากใจ
ไม่อยากนึกถึง ไม่อยากให้มันทับถมอยู่ในใจ ถ้าเป็นมันเป็นบาดแผล ก็คงอยากให้แผลนั้น ไม่ทิ้งร่อยรอยไว้
ไม่อยากให้เรื่องในวันวานนั้นยังคงติดค้างอยู่ ไม่อยากให้หลงเหลืออยู่ในใจ
แต่สิ่งเหล่านี้ บางทีอาจเป็นสิ่ง มีความหมาย เพราะบางทีถ้าหาก เราไม่เป็นแผล เราก็จะไม่รู้ว่าความเจ็บปวดเป็นอย่างไร
และถ้าหาก เราไม่เหลือรอยแผลไว้ ก็คงไม่เหลือบทเรียน ไว้ให้เราสอนใจตัวเอง
แต่ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ ความกล้า กล้าที่จะ มีรอยแผล และ กล้าที่จะก้าวเดินต่อไป
เอาความกลัว ที่มีอยู่นั้นทิ้งไป
เพราะ เวลา กำลังรอคอยเรา ให้เราลุกขึ้น และก้าวเดินต่อไป
สิ่งที่เกิดขึ้น หากเราไม่ใส่ใจ มันก้จะเหมือนกับ สายลมที่พัดผ่านไป
และแล้ว เวลาก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องเข้าใจ ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เราต้องเจอและ จะต้องปล่อยให้มันผ่านไป
ทุกสิ่ง ไม่สามารถ ไม่สามารถเรียกคืนมาได้
และเรา ก็เรียก ตัวเราเองในอดีตกลับคืนมา ไม่ได้แล้ว ด้วยเหมือนกัน
(อ่านะ ปลงๆ)